ญี่ปุ่นโซน Tohoku และ Hokkaido 21 วัน มันๆ เหนื่อยๆ (1)

ทริป Tohoku & Hokkaido ที่จั่วหัวไว้นี้เขียนจากความทรงจำเมื่อครั้งไปเที่ยวสองเขตนี้ของญี่ปุ่นเมื่อช่วงปลายกรกฎาต่อต้นสิงหาเมื่อปี 2011 รวมระยะเวลาสามอาทิตย์พอดีเป๊ะ ทริปนี้ผมใช้พาสอย่างสิ้นเปลืองมากครับ คือใช้ถึงสามพาสด้วยกัน ได้แก่

  • Seishun 18 kippu (11,500 เยน ใช้ได้ห้าวัน ทั่วญี่ปุ่น นั่งได้เฉพาะรถไฟหวานเย็น เลือกวันใช้ได้ตามใจชอบ)
  • Hokkaido and East Japan Pass (หมื่นเยน ใช้ได้เฉพาะโซนโทโฮคุและฮอกไกโด นั่งได้เฉพาะรถหวานเย็นเช่นกัน และให้ใช้ได้ 7 วันติดกัน)
  • และพาสสุดท้ายคือ Hokkaido Round Tour Pass (25,500 เยน ใช้ได้เฉพาะในฮอกไกโด นั่งรถไฟได้ทุกประเภท ให้ใช้ได้ 7 วันติดกัน)

…เรียกได้ว่าตังค์หมดไปกับค่าเดินทางไม่น้อยเลยทีเดียว (นี่ยังไม่รวมค่ารถบัส กระเช้า เรือเฟอร์รี่ อีกมากมาย) จริงๆ อยากใช้ JR pass หรือพาสอื่นๆ ที่คุ้มค่ากว่านี้ แต่สถานะผมเป็นคนอาศัยอยู่ในญี่ปุ่น ไม่มีสิทธิ์ใช้พาสถูกๆ ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้กัน เลยต้องเฟ้นหาวิธีการทุกวิถีทางให้ได้มาซึ่งการเดินทางที่ประหยัดคุ้มค่าสุด ก็เลยเป็นที่มาของพาสทั้งสามนั่นเองครับ

…ไปเที่ยวครั้งนี้ก็เหมือนเดิมครับ คือผสมผสานระหว่างสถานที่ยอดนิยม ได้แก่ Yamadera, Sendai, Matsushima, Hakodate, Sapporo, Otaru, Furano, และ Biei เข้ากับแหล่งท่องเที่ยวที่คนไทยไม่ค่อยได้ไปกัน (แต่คนญี่ปุ่นเค้าไปกันให้ควั่ก) คือ Dewa Sanzan, Nyuto Onsen, Hakkoda, Daisetsuzan, Shiretoko, และRishiri and Rebun islands โดยผมเน้นพวกธรรมชาติเป็นหลัก แต่ก็ใส่เมืองๆ มาด้วยไม่น้อยเหมือนกัน เพราะกลัวเลี่ยนพวกป่าเขา และบางทีคนเรามันก็ต้องการแสงสีและอาหารการกินอร่อยๆ บ้าง โดยครั้งนี้เนื่องจากเที่ยวค่อนข้างนานผมเลยแยกบันทึกเป็นสองตอนย่อย โดยตอนที่สองจะเขียนต่อในสัปดาห์หน้า ว่าแล้วก็มาเริ่มเที่ยวกันเลยครับ

ใส่แผนคร่าวๆ เพิ่ม เพื่อให้เห็นภาพรวมของทริปนี้ครับ

  • วันที่ 1 จาก Tokyo ตรงดิ่งสู่ Tsuruoka นอนที่นี่
  • วันที่ 2 ตะลุย Dewa Sanzan ทั้งวัน กลับมานอน Tsuruoka
  • วันที่ 3 ออกเดินทางสู่ Sendai แวะเที่ยว Yamadera กลางทาง นอน Sendai
  • วันที่ 4 เที่ยว Matsushima และตัวเมือง Sendai นอนที่เดิม
  • วันที่ 5 เดินทางขึ้นเหนือต่อไปยัง Tazawako พักใกล้ๆ ทะเลสาบ Tazawa
  • วันที่ 6 แช่น้ำร้อนสบายๆ ที่ Nyuto Onsen นอนที่เดิม
  • วันที่ 7 ปีนเขา Akita-komaga dake เสร็จแล้วขึ้นเหนือต่อไปนอนที่ Aomori
  • วันที่ 8 เดินเขา (อีกแล้ว) ที่ Hakkoda-san คืนนี้นั่งรถไฟนอน Hamanasu ขึ้นเหนือไป Sapporo
  • วันที่ 9 เที่ยวในเมือง Sapporo บ่ายไป Otaru กลับมานอนที่ Sapporo
  • วันที่ 10 เก็บตกแถว Sapporo ต่อ ตอนเย็นนั่งรถไป Bibaushi พักที่นี่
  • วันที่ 11 ตื่นเช้าที่ Bibaushi ช่วงเช้าดูดอกไม้ที่ Furano ช่วงบ่ายนั่งรถบัสชมทุ่ง Biei พอบ่ายแก่ๆ ถึงเย็น ขี่จักรยานชมวิวโซน Bibaushi กลับมานอนที่เดิม
  • วันที่ 12 ไปชมวิวบนเขา Daisetsuzan และแช่น้ำร้อนที่ Asahidake Onsen กลับมานอน Bibaushi
  • วันที่ 13 เดินทางทั้งวันสู่ Shiretoko นอนที่ Iwaobetsu
  • วันที่ 14 ช่วงเช้านั่งเรือชมแหลม Shiretoko ตอนบ่ายนั่งรถเล่นกับคนญี่ปุ่นและเยอรมัน กลับมานอนที่เดิม
  • วันที่ 15 เที่ยวโซนห้าทะเลสาบใน Shiretoko และน้ำตก จากนั้นเดินทางยาวกลับไปนอนแถว Bibaushi
  • วันที่ 16 เดินทางทั้งวัน ขึ้นเหนือสู่ Wakkanai แล้วนั่งเรือต่อไปเกาะ Rebun
  • วันที่ 17 เดินชมนกชมไม้ในเกาะ Rebun ตกบ่ายแก่ๆ ก็นั่งเรือไปเกาะ Rishiri นอนโฮสเทลบนเกาะ
  • วันที่ 18 ปีนเขา Rishiri ทั้งวัน กลับมานอนที่เดิม
  • วันที่ 19 เดินทางทั้งวัน (อีกแล้ว) นั่งเรือกลับมา Wakkanai เที่ยวที่นี่สักพัก แล้วนั่งรถไฟลงใต้ไป Hakodate
  • วันที่ 20 เที่ยว Hakodate ตอนบ่ายลงใต้กลับสู่เกาะ Honshu แวะพักที่ Hirosaki
  • วันที่ 21 เที่ยว Hirosaki ทั้งวัน พอตอนค่ำนั่งรถบัสนอนกลับโตเกียว

แผนที่ประกอบจาก http://www.japan-guide.com/list/e1102.html ครับ

Tohoku map

วันที่ 1 ออกจาก Tokyo แต่เข้าตรู่โดยเริ่มใช้ Seishun 18 kippu วันแรก เป้าหมายหลักคือไปให้ถึงสถานี Tsuruoka ในตอนเย็น ระหว่างทางต้องเปลี่ยนรถไฟถึง 10 รอบ ย้ำครับว่า 10 รอบจริงๆ เพราะนั่งได้แต่รถไฟธรรมดา นอกจากนี้ยังมีช่วงโกลาหลกลางทาง คือรถไฟสายนึงหยุดวิ่งครับ เนื่องจากพายุเข้า เวรกรรม ตอนนั้นนึกว่าจะไปไม่ถึงที่หมายแล้วครับ ยังดีที่ทาง JR เค้าใจดีมีรถบัสคันเล็กคอยบริการคนที่ต้องไปเส้นนั้นจริงๆ สุดท้ายก็เลยรอดตัวไปครับ

…ถึงที่หมายตามกำหนดคือเกือบๆ หกโมงเย็น เข้า Check in ที่ Daiwa Ryokan ราคา 4,410 เยนต่อคืน เป็นห้องส่วนตัว แต่ห้องน้ำรวม เก็บของเรียบร้อยก็ออกไปซื้อของกินสำหรับคืนนี้และพรุ่งนี้เช้าที่ซุปเปอร์ใกล้ๆ นอนเร็วเลยครับคืนนี้เพราะวันรุ่งขึ้นมีศึกหนักรออยู่

 

ที่พักราคาไม่แพง ใกล้สถานีรถไฟ Tsuruoka

1_Iroha ryokan

 

 

วันที่ 2 วันนี้คือวันลุยแหลกครับ เป้าหมายคือพิชิตสามยอดเขาได้แก่ Haguro-san, Gas-san, และ Yudono-san รวมเรียกว่า Dewa Sanzan (出羽三山) หรือหุบเขาแห่งสามทวยเทพ นั่งรถบัสหน้าสถานีรถไฟตั้งแต่หกโมงเช้าไปถึงตีนเนิน Haguro-san (羽黒山) จากนั้นก็ปีนบันได 2,664 ขั้น ระหว่างทางผ่านต้นสนอายุพันปีและเจดีย์ห้าชั้นอายุอย่างน้อย 600 ปี ประมาณชั่วโมงนึงก็ถึงยอด Haguro-san

…เดินสำรวจบนเล็กน้อย ก็ได้เวลาจับรถบัสอีกคันต่อไปยังสถานีที่ 8 ซึ่งเป็นทางเริ่มต้นสู่ Gas-san (月山) (ที่ผ่านมานั่นแค่ออเดิร์ฟ ของจริงกำลังเริ่มต่อจากนี้) ตอนนี้เวลาเก้าโมงเช้าพอดี ก็ปีนๆๆ ต่อไปจนใกล้ๆ เที่ยงก็ถึง Gas-san ควักเสบียงที่เตรียมมากิน เสร็จแล้วก็เดินสำรวจบริเวณนี้ จนเที่ยงกว่าๆ ก็ได้เวลาเคลื่อนตัวต่อไป (รูปแผนที่ข้างล่างนี่จาก Japan guide ครับ)

 

แผนที่สำหรับการปีนเขาวันนี้

2_1_Map Dewa Sanzan

 

…ระหว่างทางจาก Gas-san ไปเขาที่สามนี้ได้เห็นวิวสวยงามมากๆ เนื่องจากตอนนี้อยู่บนยอดเขาความสูงเกือบๆ สองพันเมตร แต่หลังจากนั้นจะเริ่มเดินลงเขาเข้ารกเข้าพงไม่มีวิวให้ดูแล้ว เป้าหมายหลักคือแค่ไปให้ถึง Yudono-san (湯殿山) ซึ่งเป็นเขาสุดท้ายในบรรดาสามหุบเขาแห่งทวยเทพ และที่สำคัญกว่าคือเพื่อให้ทันรถบัสกลับตัวเมือง Tsuruoka – -”

…ซึ่งก็ทำได้ตามเป้าครับ แต่ก็เมื่อยล้าพอควรเลย โชคดีที่เขาที่สามนี้มีน้ำร้อนให้แช่เท้าด้วยครับ! เหมือนเค้ารู้เลยว่าคนที่เดินขึ้นลงเขามาทั้งวันนี่จะเมื่อยขนาดไหน เลยเตรียมน้ำร้อนให้แช่อย่างเต็มที่ (แต่แน่นอนว่าต้องเสียตังค์ด้วย) จากนั้นก็นั่งพักผ่อนกินไอติมอย่างสบายใจจนได้เวลารถบัสออก กลับถึงที่พักเกือบๆ หกโมงเย็น เข้าที่พักแช่น้ำร้อนสบายตัวสุดๆ เสร็จแล้วก็เดินไปซุปเปอร์เดิมซื้อของกินสำหรับคืนนี้ จบท้ายด้วยการหลับปุ๋ยอย่างมีความสุขมากครับ

 

วิวบนยอดเขา

2_2_Dewa Sanzan

 

วันที่ 3 ตื่นเช้าตรู่ (โดยอัตโนมัติ) อีกแล้ว เตรียมตัวจับรถไฟรอบเจ็ดโมงสิบห้าไปเที่ยว Yamadera (山寺) หรือวัดบนยอดเขา วันนี้ก็เป็นอีกวันที่เลือกใช้ 18 Kippu แต่ไม่ต้องเปลี่ยนรถไฟมากมายเหมือนวันแรกของการเดินทาง เดินทางราวสามชั่วโมงกว่าก็ถึงจุดหมาย ระหว่างทางขึ้นเขาได้ยินภาษาคุ้นๆ ลอยมา เลยเข้าไปเนียนถามได้ความว่าเป็นนักเรียนไทยและนักท่องเที่ยวไทยที่มาแอ่วญี่ปุ่น กลุ่มนี้เค้าแวะหาของกินกลางทางกันก่อน ส่วนผมเดินต่อไปเพื่อขึ้นเขา ซึ่งใช้เวลาประมาณเกือบๆ ครึ่งชั่วโมงก็ไปถึงบันไดถึงยอดได้ เทียบกับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อวานแล้วอันนี้กลายเป็นขนมหวานไปเลย เดินสำรวจชมวิวอยู่ไม่นานผมก็เดินลงเขากลับสถานีแล้วตรงดิ่งเข้า Sendai (仙台) ต่อไป

 

จุดถ่ายภาพยอดฮิตที่นี่

3_1_Yamadera

 

…ถึงตัวเมืองก็รีบหาของกินด่วนเลย นั่งกินข้าวหมูทอดอย่างมีความสุขจนบ่ายสองโมงกว่า ตอนแรกกะว่าจะเที่ยวตัวเมือง Sendai ช่วงบ่ายนี้ แต่สุดท้ายตัดสินใจไม่ทำไรแล้ว ขอเดินชิลล์และดูหนังแทนดีกว่า!? ก็เลยเดินไปโรงหนังแถวๆ สถานีรถไฟซื้อตั๋วดู Harry Potter ภาคสุดท้าย รอบเกือบๆ สามทุ่ม จากนั้นก็เดินไปที่พัก Miyagi Guest House (2,500 เยนต่อคืน เป็นแบบนอนรวม) เก็บของเสร็จก็นั่งเล่นใน Common room ได้อ่านข่าวเกิดการยิงกราดที่นอร์เวย์เป็นที่สยดสยองมาก จากนั้นก็เดินเล่นฆ่าเวลาทั่วไปในเมือง แวะซื้อถุงเท้าหนาๆ สำหรับปีนเขาในวันต่อๆ ไปด้วย จนสองทุ่มกว่าก็ซัดราเมงก่อนเข้าโรง ตอนต้นถึงกลางเรื่องสนุกมาก แต่หลังจากนั้นเฉยๆ ดูเสร็จก็เดินกลับที่พักห้าทุ่มครึ่ง ได้นั่งคุยกับ Volunteer คนญี่ปุ่นที่มาช่วยเก็บซากซึนามิ จนใกล้ๆ ตีหนึ่งก็เข้านอน

 

แฮร์รี่ภาคสุดท้าย

3_2_Harry Potter

 

วันที่ 4 เช้านี้ตื่นมาพร้อมกับข่าวน่าเศร้าว่า Amy Winehouse เสียชีวิตแล้ว โดยแผนวันนี้จะไปเที่ยว Matsushima (松島) และตัวเมืองเซนได โดยเวลาช่วงเช้าหมดไปกับ Matsushima วันนี้แดดเปรี้ยงมาก แต่ก็ยังกัดฟันเดินขึ้นเนินไปชมวิวสามร้อยเกาะซึ่งงั้นๆ มาก ไม่คุ้มค่าเดินแม้แต่น้อย จากนั้นเดินกลับลงมาริมทะเลซื้อตั๋วเรือชมเกาะเล็กเกาะน้อยต่างๆ ทีเด็ดอยู่ที่นกนางนวลบินว่อน มากินข้าวเกรียบที่นักท่องเที่ยวยื่นให้ สักพักนึงก็เริ่มเบื่อ กลับมานั่งชมวิวอย่างสงบรอเวลาเรือเทียบท่า ก็ได้เวลาเดินกลับสถานีกลับสู่เซนได เดินหาของกินก่อนจะเที่ยวชมเมืองต่อ

 

นกนางนวลบินตามเรือ

4_1_Matsushima

 

…ด้วยความที่สวาปามเข้าไปเยอะ เลยหนังท้องตึงหนังตาหย่อน ไม่ค่อยจะมีแรงเดินต่อ ต้องกดกาแฟกระป๋องริมทางดื่มแก้ง่วง ระหว่างทางก็ผ่านมหาวิทยาลัยโทโฮคุ เดินขึ้นเนินต่อไปอีก ช่วงนี้เริ่มปวดขามากขึ้นๆ (ผลจากการลุย Dewa Sanzan มาออกฤทธิ์อะไรตอนนี้เนี่ย?) เดินอย่างทรมานจนถึง Zuihoden Mausoleum ก็เข้าไปดูที่ฝังศพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งเซนไดคนนึงในสมัยเอโดะ โดยรวมก็ไม่ได้ประทับใจอะไรมากมาย

…จากนั้นก็เดินๆๆ ต่อไปเพื่อไปดูซากปราสาท Aoba ที่เคยรุ่งเรืองในอดีต โดยในปัจจุบันนี้ไม่มีอะไรหลงเหลือให้ดูเลย ก็ยังงงอยู่ว่าตูมาทำอะไรที่นี่เนี่ย!? เห็นม้านั่งว่างๆ อยู่ก็เลยไปนั่งพักผ่อน จากนั้นด้วยความเหน็ดเหนื่อยสะสมเลยนอนยาวเลย ตื่นมาอีกทีก็เย็นแล้ว เดินลงเนินนั่งรถบัสกลับเข้าที่พัก แวะหาของกินอีกเช่นเคย กลับถึงที่พักประมาณทุ่มครึ่ง อาบน้ำเสร็จก็มานั่งคุยกับแก๊งค์ Volunteer เหมือนเดิม จากรูปคือที่พัก Miyagi Guesthouse นั่นเอง

 

Miyagi Guesthouse

4_2_Miyagi Guesthouse

 

วันที่ 5 ประมาณตีสี่ทุกคนที่ Guesthouse ก็ต้องผวาตกใจตื่นเพราะว่าแผ่นดินไหวแรงมาก ทำเอางงกันไปหมดครับ ผมเองก็ตื่นลงมาฉี่ด้วย ส่วนเวลาตื่นจริงๆ คือหกโมงกว่า วันนี้ตั้งใจจะไป Hiraizumi (平泉) อุตส่าห์จดไว้ว่าต้องขึ้นรถไฟรอบกี่โมง เปลี่ยนที่ไหนอะไรยังไงบ้าง ปรากฎพอเชคเอาท์ออกจากที่พักเดินไปสักพักรู้สึกตะหงิดๆ ชอบกล หยิบแผนที่จดไว้มาดูอีกครั้ง ก็สำเหนียกได้ว่าจดรอบรถไฟผิด คือรถไฟที่จะต้องไปมันออกไปแล้ว ผมนั่งคำนวณเวลาดูก็พบว่ายังพอมีลุ้น เลยไปรอบต่อไป (เริ่มใช้ Hokkaido and East Japan Pass วันนี้)

…แต่ก็เหมือนสวรรค์กลั่นแกล้ง รถไฟญี่ปุ่นเลทครับ!! ทำเอาผิดแผนไปหมด ผมนึกเซ็งและเอาวะ ไม่ไปก็ได้ ตัดสินใจตรงดิ่งต่อไปยังสถานี Tazawako (田沢湖) เลยก็ได้ โดยที่นี่เป็นประตูสู่ออนเซ็นชื่อดังแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ซึ่งก็คือ Nyuto Onsen (乳頭温泉) นั่นเอง พอถึงสถานีก็เห็น Tourist Information ระดับไฮโซมากๆ เข้าไปปรึกษาเรื่องเที่ยวกับพนักงานชาวเกาหลี แล้วก็กลับออกมาขึ้นรถบัสต่อไปยังที่พักที่ห่างจากตัวสถานีประมาณสิบกว่านาทีได้ โดยที่พักคืนนี้คือ Tazawako Youth Hostel (3,290 เยนต่อคืน มีน้ำร้อนให้แช่อีกด้วย)

 

Tazawako station

5_1_Tazawako station

 

…เข้าไปเก็บของเรียบร้อยก็ออกมาสำรวจด้านนนอก เดินจากที่พักไปหน่อยนึงก็ถึงทะเลสาบ เห็นร้านเช่าจักรยาน ก็เลยไปเช่ามาขี่เล่นตั้งใจจะขี่รอบทะเลสาบ แต่นึกขึ้นได้ว่าเสบียงที่ตุนมาหมดเกลี้ยงแล้วเลยถามพนักงานที่ร้านเช่าว่าแถวนี้มีร้านสะดวกซื้อบ้างมั้ย? พนักงานก็บอกให้ขี่ย้อนกลับไปทางที่นั่งรถบัสมา แต่ไกลเหมือนกันนะ ผมก็ตัดสินใจขี่ชมทะเลสาบนิดๆ ก่อน จากนั้นก็ปั่นจักรยานตามหาร้านสะดวกซื้อโดยเฉพาะ สุดท้ายก็เจอร้านที่ว่าจัดการตุนเสบียงอย่างเต็มที่ แล้วก็ปั่นกลับมาแถวทะเลสาบอีกครั้ง นั่งดูพระอาทิตย์ตกดิน จากนั้นก็กลับเข้าที่พักแช่น้ำร้อนจนสบายตัวก็ได้เวลาซัดของกินที่ซื้อมาทั้งข้าวหน้าหมู ราเมง ขนมกรุบกรอบ กินไปดูทีวีไปสุขใจแท้

 

พระอาทิตย์ตกดินริมทะเลสาบ

5_2_Tazawako

 

วันที่ 6 วันนี้ตอนแรกตั้งใจจะปีนเขา Akita-komaga dake (秋田駒ヶ岳) แต่อาการปวดขายังไม่ทุเลาซะทีเดียว เลยเปลี่ยนแผนไปตะลุยออนเซ็นแทน แล้วโยกปีนเขาไปวันพรุ่งนี้ พอรู้ตัวว่าวันนี้เป็นวันชิลล์ ก็ตื่นซะเจ็ดโมงครึ่ง ไม่เร่งรีบ กินข้าวเช้าเสร็จก็นั่งรถบัสไปลงป้าย Arupa Komakusa ซึ่งเป็นศูนย์ให้คำแนะนำเรื่องปีนเขาด้วย ก็เลยไปถามเรื่องแผนการปีนสำหรับวันรุ่งขึ้น

…จากนั้นก็มีรถบัสจาก Tsurunoyu Onsen (鶴の湯温泉) มารับ โดยออนเซ็นเจ้านี้เป็นเจ้าที่มีชื่อที่สุดในละแวกนี้ แล้วก็ตั้งแยกจากออนเซ็นอื่นๆ ออกไปด้วยเลยต้องมีรถมารับเป็นพิเศษแบบนี้ ไปถึงปุ๊บก็เห็นอาณาจักรที่ดูเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก เข้าไปแช่น้ำร้อนสีน้ำนมทำให้มองไม่เห็นส่วนของร่างกายที่จมอยู่ใต้น้ำ น้ำที่นี่ไม่ร้อนเท่าไหร่เลยแช่อยู่ได้นาน พอเริ่มอิ่มตัวก็ขึ้นมานั่งรถโรงแรมกลับไปป้าย Arupa Komakusa อีกครั้ง จากนั้นก็นั่งรถบัสปกติต่อไปยัง Nyuto Onsen ส่วนที่เหลือ

 

แช่น้ำร้อนที่ออนเซ็นน้ำนม

6_1_Tsurunoyu

 

…ออนเซ็นที่ต่อไปที่จะแช่คือ Kuroyu Onsen (黒湯温泉) แต่เนื่องจากยังอิ่มจากการแช่ครั้งก่อนอยู่ ก็เลยนั่งอ้อยอิ่งอยู่สักพักค่อยเข้าไปแช่ ที่นี่น้ำร้อนกว่าที่แรกเลยแช่ได้ไม่นานก็ต้องลุกออกมา จัดการควักเสบียงที่เตรียมมาออกมากินมันในห้องอาบน้ำนี่แหละ เสร็จแล้วก็ออกมาปักหลักอยู่หน้า reception เขียนไดอารี่และกินขนมเพิ่มอีก พอเริ่มเบื่อก็ได้จังหวะเข้าไปแช่อีกรอบ (แต่เป็นอีกฝั่งหนึ่ง) เจอครอบครัวฝรั่งแช่อยู่ด้วยก็เลยคุยกับฝรั่งคนพ่อ โดยคุยกันนานมากจนเกือบบ่ายสี่ก็แยกตัวออกมา เดินหาป้ายรถเมล์นั่งรถกลับที่พัก นั่งชมวิวอ่านหนังสือริมทะเลสาบอยู่ไม่นานก็กลับโฮสเทลไปอาบน้ำ (เป็นรอบที่สี่ของวัน) แล้วออกมากินข้าวเย็นที่ทางที่พักเตรียมไว้ให้ (1,050 เยน) รสชาติใช้ได้ทีเดียว กินเสร็จก็เข้าพักผ่อน

 

มื้อเย็นรสชาติไม่เลวทีเดียว

6_2_Dinner

 

วันที่ 7 ตื่นมาพร้อมกับขาที่หายปวดไปพอควรเลยได้เวลาขึ้นเขาซะที แต่ก็มีสัญญาณไม่ดีเลยคือฝนตกหนักมาก แล้วยังมีฟ้าร้องฟ้าผ่าอีก คิดอยู่นานมาก สุดท้ายก็ตัดสินใจลองนั่งรถไปดูที่ศูนย์ Arupa Komakusa ดูก่อน เพราะเป็นทางผ่านอยู่แล้ว ก็จัดแจงเช็คเอาท์จากโฮสเทลนั่งรถออกไปยังศูนย์ปีนเขา ถามป้าที่นั่งให้บริการอยู่ว่าอากาศแบบนี้พอไหวรึป่าว? ป้าก็บอกว่าน่าจะได้ เห็นคนออกไปรอบเช้าเหมือนกัน แล้วตอนนี้ฟ้าร้องฟ้าผ่าก็ไม่มีแล้วด้วย

…พอได้ยินแบบนั้นก็เลยอุ่นใจฝากเป้ Backpack ไว้ที่นี่แล้วจับรถบัสขึ้นเขาไปยังสถานีที่ 8 เพื่อขึ้นเขา โดยในตอนแรกยังพอมีแดดและเห็นวิวเขาบ้าง ได้พอปีนได้แค่สิบนาที หมอกก็ลงจัดมองไม่เห็นวิวรอบด้านเลย ผมยังเดินดุ่ยๆ ต่อไปจนถึงแอ่งน้ำที่รอบด้านยังเป็นสีขาวโพลนจากหมอกที่ลงจัดนั่นเอง ถึงตอนนี้มองอะไรไม่เห็นทั้งสิ้นนอกจากทางเดินที่ทอดยาวเข้าสายหมอกและความเงียบสงัดที่ปกคลุมพื้นที่ ด้วยความหวาดกลัวก็เลยควัก Iphone ขึ้นมาเปิดเพลงฟังบรรเทาความกลัวซะหน่อย

 

เหมือนอยู่ในหนัง The Mist เลยทีเดียว

7_1_The Mist

 

…เดินต่อไปจนถึงยอดที่เรียกว่า Yoko dake เห็นป้ายปักบอกเขตแดนจังหวัด Iwate ก็นึกขึ้นได้ว่า Nyuto Onsen อยู่ในเขตจังหวัด Akita แต่พอขึ้นเขามานี่ก็เปลี่ยนจังหวัดได้ด้วย แสดงว่าสันเขานี่เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างจังหวัด Akita กับ Iwate นั่นเอง พลันนึกถึงหนังเรื่อง A Walk to Remember ขึ้นมาทันทีเพราะมีตอนนึงที่นางเอกบอกว่าอยากอยู่ในสองที่ในเวลาเดียวกัน แล้วพระเอกก็พานางเอกไปอยู่กึ่งกลางระหว่างเส้นแบ่งเขตแดนรัฐ ผมก็เดินตามทางต่อไปเรื่อยๆ และหาทางลงจากเขาจนในที่สุดก็กลับมายังสถานีที่ 8 ประมาณเที่ยงครึ่ง

…พักกินข้าวกลางวันรอรถบัสมารับกลับไปยัง Arupa Komakusa เข้าแช่น้ำร้อนที่นี่เลย แช่เสร็จก็ออกมานอนสลบจนถึงบ่ายสองครึ่งนั่งรถบัสไปสถานี Tazawako นั่งรถไฟหวานเย็นยาวต่อไปพร้อมเปลี่ยนรถหลายครั้งเหมือนเดิม ถึง Aomori (青森) เกือบๆ สามทุ่ม เดินเข้าที่พัก Iroha Ryokan (3,500 เยนต่อคืน ห้องส่วนตัว ห้องน้ำรวม) ป้าเจ้าของใจดีมากให้ใช้เครื่องซักผ้าฟรีด้วย แต่ไม่มีเครื่องอบ ป้าก็ยังใจดีให้ยืมจักรยานพร้อมบอกพิกัดร้าน Coin Laundry ด้านนอก จัดการอบผ้าซะเกือบครึ่งชั่วโมงก็ขี่จักรยานกลับที่พัก (จากรูปคือสถานีอาโอโมริครับ)

 

Aomori station

7_2_Aomori station

 

วันที่ 8 Check-out ออกจากเรียวกังตรงไปขึ้นรถบัสใกล้ๆ สถานีรถไฟไปลงที่ Ropeway station เพื่อขึ้นไปยัง Hakkoda san (八甲田山) ระหว่างขึ้นกระเช้าก็มีหมอกลงอีกแล้ว กลัวเหลือเกินว่าขึ้นเขาวันนี้จะเป็นอีหรอบเดิมกับเมื่อวาน ถึงที่จุดเริ่มปีนประมาณเก้าโมงครึ่ง ก็คุยกับป้า Volunteer พาสำรวจธรรมชาติ ระหว่างทางป้าก็อธิบายรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับที่นี่ พืชพรรณต่างๆ และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เช่น ปีศาจน้ำแข็ง ที่เกิดจากหิมะลงมาปกคลุมต้นไม้ช่วงหน้าหนาวจนต้นไม้มีรูปร่างน่าเกลียด เดินสำรวจไปถึงแอ่งน้ำเล็กๆ ก็แยกทางกับป้าอาสา

…เดินต่อไปคนเดียวสักแป๊บก็เจอกลุ่มป้านักปีนเขาสี่คน คุยกันได้ความว่าป้าทั้งสี่ก็จะปีนลงไปถึง Sukayu Onsen (酸ヶ湯温泉) ที่เป็นจุดหมายของผมเหมือนกัน ก็เลยร่วมทางกันไปในตอนแรก แต่ด้วยความที่ป้าๆ เน้นสำรวจต้นไม้ใบหญ้าตลอดทางเลยกลัวผมจะไปไม่ทันรถบัสกลับเข้าตัวเมือง Aomori เลยให้ผมล่วงหน้าไปก่อนเลย เราก็เลยเดินขึ้นเขา Akakura ที่ความสูง 1,548 เมตร แม้ว่าจะมีหมอกพอควร แต่ก็ยังเห็นภูเขาสีเขียวรายล้อมเต็มไปหมด

…จากยอดนี้ผมเดินตามทางบนสันเขาท่ามกลางลมพัดแรงจนทำให้ใจหวิวอยู่เหมือนกัน ต้องงัดโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดเพลงข่มความกลัว ระหว่างทางเดินเห็นหน้าผาอยู่ไม่ห่างนัก ทำให้ขาสั่นได้อีก แต่ยังคงใจดีสู้เสือเดินต่อไปถึงอีกยอดนึงซึ่งเป็นลักษณะคล้ายปล่องภูเขาไฟ จากนั้นก็เดินลงเขาจนถึงกระท่อมที่มีคนนั่งพักกินข้าวอยู่ ก็เลยแวะกินขนมไปบ้าง

 

อีกจุดชมวิวบนเขา

8_1_Hakkoda

 

…พักเสร็จก็เดินต่อไปซึ่งวิวไม่ค่อยสวยแล้ว คงเดินต่อไปให้ถึงตัวออนเซ็นเท่านั้น จนใกล้ๆ บ่ายสามก็ถึง ที่นี่เป็นออนเซ็นที่มีชื่อเสียงมากๆ ของญี่ปุ่น มีชื่อเล่นว่าออนเซ็นพันคน เพราะใหญ่ขนาดจุคนได้ถึงพันคน แต่พอเข้าไปแช่จริงรู้สึกไม่ค่อยชอบและรู้สึกแปลกที่แช่รวมกับหญิง สว หลายคน อยู่ได้ไม่นานก็เลยแยกไปออนเซ็นแบบเล็กที่ไม่มีคนเลย ณ เวลาที่เพิ่งขึ้นลงเขามาห้าชั่วโมง การได้แช่น้ำร้อนสงบๆ เป็นสิ่งที่ผมปรารถนาที่สุด

…ราวๆ สี่โมงกว่าก็ออกมาซื้อราเมงถ้วยกิน เตรียมตัวขึ้นรถบัสกลับ ระหว่างทางเดินออกมาจากโรงแรมก็เห็นป้าทั่งสี่เพิ่งเดินลงมาจากเขาพอดีเลยเข้าไปทักทาย ป้าๆ ก็ดีใจมากที่ได้เจอกัน ผมกับเหล่าป้าๆ เลยถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึก จนผมขึ้นรถบัสกลับ ป้าทุกคนก็โบกมือลาให้จนรถวิ่งออกจากป้ายไป เรียกได้ว่าเป็นความประทับใจที่สุดในวันนี้เลย พอมาถึงสถานี Aomori ก็เดินเล่นฆ่าเวลา หาร้านที่มีปลั๊กให้เสียบชาร์จโทรศัพท์ได้ จนใกล้ๆ สี่ทุ่มก็ไปล้างหน้าแปรงฟันแล้วออกไปขึ้นรถไฟนอน Hamanasu เดินทางไป Sapporo ต่อไป

 

ออนเซ็นที่จุคนได้พันคน

8_2_Onsen

 

วันที่ 9 รถไฟเข้าเทียบท่าที่สถานี Sapporo (札幌) หกโมงเช้านิดๆ ระหว่างที่ยังสลึมสลืออยู่ก็เดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินไปยังที่พัก Sapporo International Youth Hostel (2,600 เยนต่อคืน ห้องน้ำรวม) เจ้าหน้าที่ใจดีบอกว่ายังไม่ถึงเวลา Check-in แต่ก็อนุญาตให้อาบน้ำได้เลย ผมก็ดีใจมากจัดการอาบน้ำชุดใหญ่ และฝากแบ็คแพคไว้ที่โฮสเทลได้เลย

…จากนั้นก็ออกไปหาข้าวกินที่ Nijo Market ซัดข้าวหน้าหอยเม่นไปรสชาติไม่เลวทีเดียวแต่ราคาก็แพงใช่ย่อย แล้วก็เริ่มเที่ยวโดยเริ่มจากไปดูหอนาฬิกา และไปถ่ายรูปกับตึกแดงสไตล์ยุโรป ไม่ได้รู้สึกประทับใจเลย ต่อไปก็นั่งรถไฟใต้ดินไปโรงงานช็อกโกแลตด้วยความหวังว่าจะเจออะไรที่ถูกใจ (ผมเป็นคนชอบกินช็อกโกแลตมาก) ปรากฎพอเข้าไปสำรวจได้สักพักก็รู้สึกเฉยๆ อีกแล้ว แม้ว่าจะมีทั้งประวัติความเป็นมาของช็อกโกแลตและวิธีทำช็อกโกแลตของที่นี่ แต่กลับเอียนความพยายามทำให้ทุกอย่างน่ารักไปหมด แต่ไม่มีเนื้อหาที่จุใจคนบ้าข้อมูลอย่างผม

…เลยเปลี่ยนเป้าหมายไปซื้อไอติมในร้านนึงกินซะเลย ก็ยังได้กิน Soft cream รสธรรมดามากๆ อีก นั่งตากแอร์อยู่เกือบครึ่งชั่วโมง ก็ได้เวลากลับเข้าตัวเมืองไปจองตั๋วดูหนัง Transformers ภาคสาม (3D ด้วยนะเออ) หาราเมงสไตล์ซัปโปโรกิน

 

ราเมงสุดอร่อย

9_1_Ramen

 

…กินเสร็จก็เดินลงไป Tourist Information ซื้อ Hokkaido Round Tour Pass เอาไว้ใช้ในวันต่อๆ ไป จากนั้นก็นั่งรถไฟไป Otaru (小樽) ไปเดินดู Bank museum แล้วเดินตามถนนยอดฮิตที่มีร้านขายเครื่องแก้ว อาหารทะเล และของฝากอื่นๆ ตลอดทาง เข้าไปด้อมๆ มองๆ ในร้านขายเครื่องแก้วยอดฮิต Kitaichi Glass (北-ガラス) อยู่นานทีเดียว เสร็จแล้วก็เดินย้อนกลับจนถึงคลองโอตารุ

…ถ่ายรูปแชะๆ ก็เห็นกลุ่มคนไทยเดินมาเลยอาสาถ่ายรูปให้และเดินคุยเลียบคลองกันไปจนสุดอีกฝั่งหนึ่ง เห็นผู้คนเริ่มพลุกพล่านมากขึ้นเพราะมีงานเทศกาลประจำเมืองนั่นเอง ผมก็เดินแยกออกมาจากกลุ่มสำรวจตามร้านรวงต่างๆ สักพักใหญ่ หันดูนาฬิกาได้เวลากลับแล้ว ไม่งั้นจะไม่ทันดูหนัง พอหนังจบตอนห้าทุ่มครึ่งก็รีบติดสปีดขึ้นรถไฟใต้ดินกลับที่พัก

 

คลองโอตารุกับรูปถ่ายภาพบังคับ

9_2_Otaru

 

วันที่ 10 เอาล่ะวันนี้อยู่เที่ยวซัปโปโรเป็นวันสุดท้าย Check-out ออกจากโฮสเทลแล้วออกไปสถานีซัปโปโรเดินหาข้าวเช้ากิน และนั่งรถบัสไป Beer museum ที่นี่เจ๋งมากเพราะนอกจากค่าเข้าฟรีแล้วยังมีบริการ tour guide อีกด้วย ประมาณ 40 นาทีก็จบรอบ ภายในมิวเซียมจะอธิบายความเป็นมาของเบียร์ยี่ห้อ Sapporo ซะส่วนใหญ่ มีขั้นตอนการทำเบียร์จริงๆ ไม่มากนัก เสร็จทัวร์ปุ๊บก็ถึงทีเด็ดคือเวลาดื่มเบียร์ในราคาถูกมาก ผมก็เลยซัดไปไม่น้อยจนรู้สึกกึ่มๆ ก็ได้เวลานั่งรถบัสกลับสถานีรถไฟ

…แวะซื้อของกินเล่น และนั่งรถบัสต่อโดยจุดหมายต่อไปคือ Historical village ซื้อตั๋วรวมมิวเซียมกับ Open air village เดินโซนพิพิธภัณฑ์ก่อน ที่นี่มีประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์จนถึงยุคปัจจุบัน ชมอยู่สักพักก็เดินต่อไปยังโซนโอเพ่นแอร์ที่ทำเป็นบ้านสไตล์โบราณแบบเฟคเอามากๆ เดินชมอยู่ไม่นานก็กลับออกมาคว้าแบคแพคที่ฝากไว้และนั่งรถบัสไปต่อรถไฟ โดยต้องเปลี่ยนรถอยู่หลายรอบเช่นเคยกว่าจะถึงที่หมายสุดท้ายประจำวันซึ่งก็คือสถานี Bibaushi (美馬牛) ราวทุ่มครึ่ง เห็นน้าผู้ชายจากที่พัก Okasenri มารอรับด้วย (3,500 ต่อคืน อาหารเช้าเพิ่ม 500 อาหารเย็นเพิ่ม 900 ห้องน้ำรวม) ถึงที่พักก็อาบน้ำ และนั่งวางแผนเที่ยวต่อไป

 

เพลิดเพลิน…

10_Beer

 

*หัวข้อนี้ เขียนครั้งแรกที่พันทิปครับ เมื่อวันที่ June 2, 2012 และ June 24, 2012 สองกระทู้นี้เลย http://2g.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E12183879/E12183879.html http://2g.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E12280857/E12280857.html

Leave a Reply